ทำบุญแล้วใบหน้าสวยสดใส

ทำบุญแล้วใบหน้าสวยสดใส

ลูกค้าหลายคน บอกต่อกันมาว่า ทำบุญสูตรหมอแดงแล้ว นอกจากจะแก้ไขปัญหาชีวิตได้ ร่ำรวย ใบหน้าก็สดใสมากขึ้น

  • เรื่องนี้เป็นความจริง สามารถสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ ชัดเจน
  • ไม่ต้องซื้อครีมหน้าเด้งราคาแพงมาทาหน้า
  • อันที่จริง ผิวพรรณทั้งตัวก็ควรจะสว่างขึ้น ใครเห็นก็รู้สึกได้ ทักทาย ถามถึงวิธีการทำให้หน้าใส
  • อันนี้เป็นของแถม ที่หมอแดงยังไม่ได้พิมพ์บอกไว้ในเอกสาร 971 เพราะเนื้อที่กระดาษ A4 มีจำกัด ไม่มากพอจะเขียนบอกสรรพคุณทั้งหมด ขอให้ลูกค้าสังเกตุเอาเองนะครับ

………………………………….

บริการดูดวงทางโทรศัพท์ vb45(คลิกอ่านรายละเอียด)
บริการดูดวงทางโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ท
ค่าบริการ 500 บาท/ดวง/5 คำถาม/ชั่วโมง (โปรโมชั่น : คำถามละ 100 บาท)
ใช้วิชา : เลข7ตัว9ฐาน+ไพ่ยิปซี+สัมผัสที่หก
โอนเงินล่วงหน้าเข้า ธ.กสิกรไทย 233-228-6407
ในนาม อดิศร นิตยาจาร Adisorn Nittayajarn
ให้บริการในเวลา 08.00 น.-20.00 น. (หยุดวันพระ)
โทร. Dtac 081-533-3529, Ais 093-240-0151, True 096-881-7811
โดยโหร.อดิศร นิตยาจาร (หมอแดง)

vh50 4KBWP3 50 2KB FB3 50 1KB Twitter3 50 1KB line3 50 1KB G+4 50 2KB YouTube 1 RSS WP5 40
patomtip_jpeghttp://wp.me/p1TD9H-49y

ความสุขอยู่ที่ไหน?

ความสุขสงบ
Happy peace

  • ชีวิตที่มีความสุขสงบ เป็นรูปแบบของคนที่มีนิสัยมักน้อย สันโดษ ปลีกวิเวก ไม่วุ่นวายกับใคร ใช้ชีวิตเรียบง่ายสบายๆ ไม่ฟุ่มเฟือย ขยันทำงานหาเงิน ถึงเริ่มต้นจากคนจน แต่จะร่ำรวยในที่สุด รวยก็ไม่มีใครรู้ เพราะไม่ได้บอกใคร ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเดิม ความสุขที่แท้จริงต้องได้มาจากความสงบ สงบจากกิเลสตัญหาอุปทานทั้งปวง จะเป็นคนรวยหรือยากจนก็มีความสุขได้ ถ้าพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว จะอยู่ที่ใดก็มีความสุข
  • ชีวิตที่ขาดความสุขสงบ เป็นรูปแบบของคนที่มีนิสัยมักมาก ไม่รู้จักความพอดี มีความต้องการอยากได้อยากเป็นแบบไม่สิ้นสุด (แบบคนวันอาทิตย์) ถึงจะร่ำรวยมากเพียงใด ก็รู้สึกว่าตนเองยากจน (กว่าคนที่รวยกว่า) ชอบเข้าสังคม อ่านข่าวสารและติดต่อสื่อสารไปทั้งวันโดยไม่ได้สาระอะไร เห็นอะไรก็อยากได้ไปหมด รู้สึกว่าตนเองยังขาดสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปตามกิเลสตัญหาอุปทานชักนำ ชีวิตจึงมีแต่ความร้อนรนกระวนกระวาย เหมือนวิ่งแข่งขันกับคนอื่นไปเรื่อยๆโดยไม่มีเส้นชัย อิจฉาตาร้อนเมื่อเห็นคนอื่นทำได้ดีกว่า คนอื่นมีความสุขมากกว่า ไม่พิจารณาว่าตนเองก็รวยแล้ว กินใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด แต่ก็ต้องการมีทรัพย์สินเงินทองมากกว่าเดิม อยากอยู่เหนือคนทั้งโลก (เป็นโรคจิตประเภทหนึ่ง อยากครอบครองโลก) พอเพลอใจไปทำผิด ไปกีกกันคดโกงทรัพย์สินเงินทองของญาติพี่น้อง-บ้าน-เมือง กว่าสติจะมา ก็ทำผิดกฏหมาย-ศีลธรรมไปแล้ว  เพราะไม่มีใครช่วยห้ามปราม หลงพอกพูนกิเลสของตนเองไว้มานาน กระทั้งล้นออกมาให้คนอื่นเห็น สุดท้ายไปจบตรงที่ไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรเลย ต้องหลบซ่อนตัว อับอายสังคม ไม่มีใครอยากคบหาพูดคุยด้วย ไม่มีความสุข
  • ทางแก้ไขไม่ยากเลย แค่ยอมรับกับตัวเองว่าตัวเองหลงทำผิดไปแล้ว จัดการคืนทรัพย์สินเงินทองที่ตนเคยกีดกันลักขโมยคดโกงจากญาติพี่น้องเพื่อนฝูงบ้านเมืองไปแล้วมาคืนเจ้าของเดิม โทษทั้งหลายก็จะเบาบางลง หรือหมดไป ศักดิ์ศรีก็คืนมา สังคมไทย เป็นสังคมชาวพุทธ พร้อมจะให้อภัยคนที่กลับตัวกลับใจได้เสมอ

………………………………….

บริการดูดวงทางโทรศัพท์ vb45(คลิกอ่านรายละเอียด)
บริการดูดวงทางโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ท
ค่าบริการ 500 บาท/ดวง/5 คำถาม/ชั่วโมง (โปรโมชั่น : คำถามละ 100 บาท)
ใช้วิชา : เลข7ตัว9ฐาน+ไพ่ยิปซี+สัมผัสที่หก
โอนเงินล่วงหน้าเข้า ธ.กสิกรไทย 233-228-6407
ในนาม อดิศร นิตยาจาร Adisorn Nittayajarn
ให้บริการในเวลา 08.00 น.-20.00 น. (หยุดวันพระ)
โทร. Dtac 081-533-3529, Ais 093-240-0151, True 096-881-7811
โดยโหร.อดิศร นิตยาจาร (หมอแดง)

vh50 4KBWP3 50 2KB FB3 50 1KB Twitter3 50 1KB line3 50 1KB G+4 50 2KB YouTube 1 RSS WP5 40
patomtip_jpeg

http://wp.me/p1TD9H-49k

วันนี้เป็นวันดี

20170224_001207_android

วันนี้เป็นวันดี
Today is a good day.

อา. 5 มีนาคม 2560…….วันนี้เป็นวันดี.

     วันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดี ฤกษ์อย่างนี้เป็นมหามงคลอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับเริ่มต้นชีวิตใหม่ ริเริ่มทำการค้าใดจะค้าขายเจริญรุ่งเรือง เหมาะจะขยายกิจการสาขา ปรับปรุงต่อเติมชีวิตและหน้าที่การงานให้มีความก้าวหน้าและมั่นคง ควรพาสมาชิกทุกคนในครอบครัวไปเที่ยวใกล้ไกล ให้เกิดความรักความอบอุ่น เป็นหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัวที่ดี
ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรมในวันนี้ จะมีความก้าวหน้าเป็นพิเศษ…ผู้ใดอยากมีความสุขมาก ทุกข์น้อย ให้พิจารณาวิปัสสนาพระกรรมฐาน 40 ในหมวด “ร่างกาย” ดังต่อไปนี้ :

  1. “ร่างกาย” ของเราและของทุกคน ประกอบด้วยธาตุ 4 ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ มีอาการเกิด-แก่-เจ็บ-เสื่อมคลาย-ตายไป นี่เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีใครหนีพ้นไปได้ การยอมรับความจริงนี้ จะทำให้มีสติ ไม่ประมาทในความตาย มั่นคงในศีล-ธรรมไม่เสื่อมคลาย เป็นเหตุให้เกิดปัญญา มองเห็นสัจธรรม-คือทุกอย่างตามความจริง เห็นหนทางพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
  2. “จิตใจ” เป็นวิญญาณ สามารถรับสัมผัสและความรู้สึกทั้งปวงได้ “เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง” ที่สิงสถิตย์อาศัยอยู่ในร่างกายเพียงชั่วคราว เมื่อร่างกายหมดอายุไขตายไป จิตวิญญาณก็หาที่อยู่ใหม่ วนเวียนว่ายตายเกิดในชาติภพ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยแรงรักเกียจริษยาอาฆาต ด้วยเจตนาของตนเอง ที่หลงไปยึดเหนี่ยวรั้งผูกพันห่วงใยในลูกหลานและทรัพย์สินทั้งปวง
  3. “ทรัพย์สิน” เป็นเพียงวัตถุธาตุ ที่ประกอบด้วยธาตุ 4 เหมือนกับร่างกาย เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานๆ ล้วนต้องแปรเปลี่ยนและเสื่อมสลายตัวแตกดับไปในที่สุด
    แม้นกระทั้ง “เพชร” ที่นับว่าเป็นทรัพย์สินที่มีราคาแพงสูงสุด ดั้งเดิมของเพชร ก็คือซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมและถูกแรงกดบีบอัดของพื้นผิวโลก ทำให้ค่อยๆแปรเปลี่ยนกลายสภาพไปเป็นเพชร ในที่สุด การเปลี่ยนแปลงเป็นปกติของโลกนี้
    วัตถุธาตุทั้งหลาย สภาพแท้จริงเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า แม้นนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังยืนยันว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อใช้กล้องอิเล็คตรอนและเครื่องมือใดๆไปส่องดูหารูปร่างที่แท้จริงของวัตถุธาตุทั้งหมด ก็จะพบว่า องค์ประกอบที่เล็กที่สุด ก็คือ อิเล็กตรอน+โปรตรอน+นิวตรอน ซึ่งมีสภาพจริงเป็นเพียง “พลังงาน” วิ่งพล่านๆไปมา ไม่หยุดนิ่ง ไม่มีใครเห็นรูปร่างที่แท้จริง แต่วัดค่าเป็นพลังงานได้ สรุปว่า ทุกสิ่งที่เราเห็น เป็นเพียงแสงสีเสียงที่สะท้อนเข้าตาเข้าหู ที่เราสามารถสัมผสจับต้องได้ ก็เพราะมือของเราและวัตถุธาตุทั้งหลาย ต่างก็มีพลังงานแม่เหล็ก ที่ดูด+ผลักดันไว้ในเวลาเดียวกัน จึงรู้สึกถึงสัมผัสนั้นได้ จับต้องได้ สิ่งที่สัมผัสคือ “พลังงานกับพลังงาน” ที่เป็นสิ่งว่างเปล่าทั้งคู่ ไม่มีตัวตนเป็นชิ้นเหมือนที่ตามองเห็น ทรัพย์สินของมีค่าทั้งหลายในโลกนี้ จึงเป็นเพียงพลังงานเท่านั้น เป็นพลังงานว่างเปล่าที่ทุกคนเข้าใจผิด หลงใหลในสมมุติ ต้องการมาไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้ล่วงรู้ซึ้งถึงความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่
  4. “ความตาย” ให้พิจารณาต่อไปอีกว่า เมื่อทุกคนตายไปแล้ว ทุกคนต้องทิ้งทรัพย์สิน (อันว่างเปล่า) นี้ไปทั้งหมด ทิ้งไว้ให้ลูกหลานยึดถือครอบครอง หลงผิดกันต่อไป ถ้าลูกหลานเกิดความละโมบโลภมาก ก็แย่งชิงมรดกกัน ก่อให้เกิดกรรมและเวรที่ต้องชดใช้กันและกันในชาติชาติหน้าต่อไป เกิดวัฏฏ
  5. “สาระสำคัญของชีวิต” ให้พิจารณาสรุปว่า คนเราทุกคนเกิดมาเพื่ออะไร? อะไรที่ทำให้เราทุกคนต้องมาเกิดในชาตินี้? อดีตชาติมีจริงหรือไม่? ตายแล้วเราจะไปที่ไหน? ไปด้วยเหตุใด?
  6. สรุปว่าทรัพย์สินทั้งหลายที่มีไว้เพื่อความสะดวกสบายแก่ชีวิต แต่ถ้ามีมากเกินไป และถ้าหามาด้วยการทุจริต ก็จะกลายเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์มากกว่าสุข การรู้จักความพอดี เป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิต ทุกคนต้องหาจุดสมดุลให้พบเจอ การรู้จักพอใจในทรัพย์สินของตนเอง จะทำให้ความเร่าร้อนในใจหมดไป ความสงบสุขก็กลับคืนมา
  7. อย่าทำงานเพื่อเลี้ยงกิเลส เพราะหาทรัพย์สินเงินทองได้เท่าไหร่ก็จะไม่รู้จักพอ ยิ่งหาได้มากก็จะยิ่งโลภอยากได้มากกว่าขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งทุกข์หนักมากขึ้นเรื่อยๆ อาจพลาดไปขาดสติไปเบียดเบียนคนอื่นในครอบครัวในสังคม ทำให้ต้องชดใช้กรรมเวรในอนาคต
  8. ฉะนั้น ทุกคนจึงควรจงทำงานเพียงเพื่อเลี้ยงชีพตนและครอบครัว “นกน้อยทำรังแต่เพียงพอดีตัว” และทำอย่างดีที่สุด ได้ผลเท่าไหร่พอใจเท่านั้น ใช้กำลังของศีล-สมาธิ-ปัญญาในการหาเลี้ยงชีพ ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากมากกว่าตนเองจะมีความสุขมาก
  9. ขอให้ทำงานและพักผ่อนกันอย่างมีความสุขนะครับ (ทุกคำถาม จะได้คำตอบ จากการใช้บริการตรวจดวงชะตากับหมอแดง)

………………………………….

บริการดูดวงทางโทรศัพท์ vb45(คลิกอ่านรายละเอียด)
บริการดูดวงทางโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ท
ค่าบริการ 500 บาท/ดวง/5 คำถาม/ชั่วโมง (โปรโมชั่น : คำถามละ 100 บาท)
ใช้วิชา : เลข7ตัว9ฐาน+ไพ่ยิปซี+สัมผัสที่หก
โอนเงินล่วงหน้าเข้า ธ.กสิกรไทย 233-228-6407
ในนาม อดิศร นิตยาจาร Adisorn Nittayajarn
ให้บริการในเวลา 08.00 น.-20.00 น. (หยุดวันพระ)
โทร. Dtac 081-533-3529, Ais 093-240-0151, True 096-881-7811
โดยโหร.อดิศร นิตยาจาร (หมอแดง)

vh50 4KBWP3 50 2KB FB3 50 1KB Twitter3 50 1KB line3 50 1KB G+4 50 2KB YouTube 1 RSS WP5 40
patomtip_jpegqrwp5-1136

เมื่อผิดหวังในเรื่องความรัก (วิธีปรับตัว-คิดพูดทำอย่างไรดี จึงจะหมดความทุกข์)

845

เมื่อผิดหวังเรื่องความรัก
Disappointment about Love
(วิธีปรับตัว-คิดพูดทำอย่างไรดี จึงจะหมดความทุกข์)
(How adaptability – think say do. Therefore runs out distress)

 

     วิธีพิจารณาสัจธรรม (ยอมรับว่าเป็นความจริง) เพื่อให้เกิดปัญญา เห็นช่องทางพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ด้วนตนเอง

  1. ที่ใดมีรัก ที่นั้นย่อมมีทุกข์
  2. สุขที่แท้จริง
  3. การพึ่งพาตนเอง

.

(1) ที่ใดมีรัก ที่นั้นย่อมมีทุกข์

     นี่เป็นสัจธรรม เป็นความจริง  เมื่อท่านมีความทุกข์ผิดหวังเรื่องความรัก จะทำอย่างไรกับตัวเอง จึงจะหมดทุกข์นั้น ไปจากใจของท่าน

  1. การจะแก้ไขให้ทุกข์หมดไป ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ ต้องศึกษาพิจารณาธรรมะ ให้เห็นตามความเป็นจริง และยอมรับความจริงได้ ภาวะทุกข์นั้นก็จะสลายตัวไปเอง
  2. วิธีพิจารณาธรรม…ให้พิจารณาตามความจริงว่า ความรักเป็นกิเลสตัญหาอุปทานอย่างหนึ่ง (กิเลส คือทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ล่อลวงจิตใจ มาปิดบังปัญญา ทำให้หลง(รัก) ทำให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริง)
  3. ความรัก เมื่อเริ่มเกิดขึ้นมา เริ่มต้นจากการล่อลวงให้ทุกคนเห็นผิดไปจากความเป็นจริง ว่าคนรักของตัวเองเขาดีทุกอย่างดีที่สุดไม่มีที่ติเลย (ซึ่งไม่เป็นความจริง)  ความรักทำให้เราต้องหาทางสร้างความผูกพัน หาวิธีการจับจอง ทำทุกอย่างเพื่อทำให้เขามาเป็นสมบัติของตนเองแต่เพียงผู้เดียว และสุดท้ายก็ต้องเป็นทุกข์เพราะความรัก จริงๆแล้วทุกข์มีตั้งแต่ทั้งเริ่มต้น ท่ามกลาง และในท้ายที่สุด
  4. (ถ้าไม่รักใคร ไม่มีความรัก ก็จะไม่มีทุกข์เลย นี่เป็นสัจธรรม เป็นความจริง)
  5. เหตุให้เกิดทุกข์อยู่ตรงนี้…เมื่อทุกคนเผลอไปหลงรักใคร ทุกคนก็คิดไปเอง (กิเลสคือร่างกาย ที่โตเต็มวัยแล้ว   สอนให้เราคิดได้โดยอัตโนมัติ เป็นไปตามธรรมชาติ ที่พร้อมจะเจริญเผ่าพันธ์ของตนเอง ส่วนจิตที่ด้อยประสพการณ์ ยังไม่เคยฝึกฝน นั้นเผลอคิดตามร่ายกาย เข้าใจผิดว่าร่างกายกับจิตใจเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ความจริงคนละส่วน แต่อาศัยซึ่งกันและกันชั่วคราว) ว่าคนรักของเรา ต้องเป็นของสมบัติเราแต่เพียงคนเดียว เขาต้องรักและซื่อสัตย์ต่อเรา เหมือนที่เรารักและซื่อสัตย์ต่อเขา
  6. แต่ความจริงก็คือ ความรักเป็นเพียงอารมณ์อย่างหนึ่ง ที่แปรผันได้ เปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน รักได้ก็เลิกรักได้ หรือต้องพลัดพรากทิ้งร้างห่างไกลกัน ต้องจากกันไม่จากเป็นก็จากตาย ด้วยบุญและกรรมที่เคยทำร่วมกันมาสิ้นสุดลง
  7. หรือเมื่อคนรักนอกใจ ไปมีคนอื่น มีคนอื่นมาแย่งคนรักไป ก็เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจ ที่ไม่สมหวังในความรัก

.

(2) ความสุขที่แท้จริง

  1. ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น เพราะถ้าเขาไม่หยิบยื่นความรักตอบแทนท่าน ท่านหรือใครๆก็บังคับเขาไม่ได้ แม้นตัวเขาเอง ก็บังคับตัวเองแทบไม่ได้เหมือนกัน
  2. ที่เป็นเช่นนั้น เพราะใจของทุกคนมักอ่อนแอ ไม่เข็มแข็ง แปรผันได้ง่าย เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสิ่งแวดล้อม ตามกฎแห่งกรรม ตามธาตุของร่างกาย ตามอิทธิพลของดวงดาว นี่เป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมดา เป็นสัจธรรม เป็นความจริง เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องยอมรับตามความเป็นจริงให้ได้ก่อน จึงจะแก้ไขปลดความทุกข์จากตัวเองได้

.

(3) การพึ่งพาตนเอง

  1. คนอื่นๆทั้งโลก ไม่เป็นที่พึ่งที่แท้จริง เราจึงควรพึ่งพาตนเอง ถ้าเราพึ่งตัวเองได้ คนอื่นๆก็เพียงส่วนประกอบหนึ่งของชีวิตเรา “ที่มีก็ได้ ไม่มีก็ได้”
  2. ชีวิตที่พึ่งพาตนเอง เป็นชีวิตที่มีความมั่นคงสูงอย่างยิ่ง แล้วต่อไป จะไม่มีใครทำให้คุณเจ็บปวดเพราะความรักได้อีก เพราะเราจะไม่คาดหวังอะไรจากคนอื่น
  3. ทดลองพึ่งพาตนเอง คิดพูดและทำอย่างนี้แล้ว ชีวิตก็จะเริ่มเปลี่ยนไปในทันที กลายเป็นคนที่มีจิตใจเข็มแข็ง
  4. เมื่อไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ชีวิตจะเริ่มมีความสงบสุขมากขึ้น นี่คือความจริง ที่ทุกคนต้องยอมรับให้ได้ ในที่สุด

.

WP9final

พระมหาปัฏฐาน_เหตุและปัจจัยหลักใหญ่ที่ทำให้เกิดความสุขทุกข์เฉยหรือพ้นทุกข์

5690

พระมหาปัฏฐาน_เหตุและปัจจัย ที่ทำให้เกิดสุขทุกข์ เฉย หรือพ้นทุกข์

สำหรับคนที่กำลังมีปัญหาชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่ง กำลังมีความทุกข์มาก ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ ยังทำใจไม่ได้ ให้ลองค้นหาสาเหตุของปัญหาที่ทำให้เกิดความทุกข์ ว่ามีต้นเหตุมาจากสิ่งใด ถ้านึกไม่ออก ให้ค้นหาต้นเหตุจากข้อความข้างล่างนี้ เป็นต้นเหตุและปัจจัยใหญ่หลัก ที่ก่อให้เกิดทุกข์ได้ เมื่อทราบต้นเหตุแห่งทุกข์แล้ว ให้พิจารณาว่าถ้าดับเหตุให้เกิดทุกข์ได้ ทุกข์ทั้งหลายก็ดับตามไปด้วย  ความสงบสุขก็จะเข้ามาแทนที่  การดับต้นเหตุก็แค่คิดพิจารณาว่าตนเองไปยึกติดอะไรก็ปล่อยวางสิ่งนั้นลงเสียบ้าง จิตเมื่อมีอิสระภาพพ้นตัญหาอุปทานได้ ทุกข์ทั้งปวงก็สลายไป ไม่ยากเลย ชีวิตที่สงบเป็นชีวิตที่เป็นสุขที่แท้จริง ชิวิตที่สดใสอย่างในสมัยเด็กๆก็จะกลับคืนมา

  1. เหตุปัจจะโย__ความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง และ ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น…เป็นปัจจัยให้เกิดในที่สุข
  2. อารัมมะณะปัจจะโย__อารมณ์ความยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  3. อาธิปะติปัจจะโย__อิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ซึ่งเป็นธรรมที่ทำให้จิตเป็นใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดๆ…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา
  4. อะนันตะระปัจจะโย__จิตที่เกาะอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสตลอดเวลา…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  5. สะมะนันตะระปัจจะโย__จิตที่เกาะติดอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แบบต่อเนื่องกันตลอดเวลา ไม่มีอารมณ์อื่นเข้ามาแทรก…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  6. สะหะชาตะปัจจะโย__จิตและอารมณ์ความคิดซึ่งเป็นธรรมที่เกิดร่วมกัน…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  7. อัญญะมัญญะปัจจะโย__อารมณ์ความคิดที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจิต…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  8. นิสสะยะปัจจะโย__จิตจะดีหรือชั่วก็เพราะอารมณ์ความคิด…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  9. อุปะนิสสะยะปัจจะโย__จิตที่มีกำลังมากได้อาศัยอารมณ์ความคิดที่มีกำลังมาก…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  10. ปุเรชาตะปัจจะโย__รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มีอยู่ตามปกติก่อนที่…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  11. ปัจฉาชาตะปัจจะโย__จิตและอารมณ์ความคิดที่เกิดรู้สึกขึ้นภายหลังจากการที่ ตาได้เห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ชิมรส กายได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆ …เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  12. อาเสวะนะปัจจะโย__อารมณ์ของจิตที่แล่นเข้าไปยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส …เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  13. กัมมะปัจจะโย__ กรรมคือบุญและบาปที่ทำไว้แล้ว…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  14. วิปากะปัจจะโย__ผลบุญและผลบาป …เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  15. อาหาระปัจจจะโย__อาหารทั้งหลาย ๔ อย่าง มีอาหารที่บริโภเข้าไปเป็นต้น…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  16. อินทริยะปัจจะโย__ความเป็นใหญ่ทั้งหลาย คือ ตา-เป็นใหญ่ในการเห็นรูป  หู-เป็นใหญ่ในการฟังเสียง  จมูก-เป็นใหญ่ในการดมกลิ่น  ลิ้น-เป็นใหญ่ในการรับรสอาหาร  กายประสาท-เป็นใหญ่ในการรับรู้สัมผัส…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  17. ฌานะปัจจะโย__ เป็นปัจจัยให้ไปเกิดเป็นพรหม
  18. มัคคะปัจจะโย__ มรรค ๘ หรือกล่าวโดยย่อคือ ศีล สมาธิ ปัญญา…เป็นปัจจัยให้บุคคลเป็นพระอริยเจ้า
  19. สัมปะยุตตะปัจจะโย__จิตและอารมณ์ความคิด ที่คิดในเรื่องเดียวกัน …เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  20. วิปปะยุตตะปัจจะโย__รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่แตกต่าวกัน …เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  21. อัตถิปัจจะโย__รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ยังมีอยู่…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  22. นัตถิปัจจะโย__จิตและอารมณ์ความคิดทั้งดีและไม่ดี ซึ่งออกไปจากร่างกายท่ตายไปแล้ว …เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  23. วิคะตะปัจจะโย__จิตและอารมณ์ความคิดทั้งดีและไม่ดีในปัจจุบัน …เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี
  24. อะวิคะตะปัจจะโยฯ__…เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาทั้งดีและไม่ดี

ค้นหารายละเอียดที่แหล่งอื่นๆเปรียบเทียบได้จาก  http://th.wikipedia.org/wiki/มหาปัฏฐาน

………………………………….

หมอดูทายแม่นๆ

WP6 adn 50x50 7kb

โหร. อดิศร นิตยาจาร (หมอแดง)
ดูดวงทางโทรศัพท์ 600 บาท/ดวง/6 คำถาม/1 ชั่วโมง
โอนเงินล่วงหน้าเข้า ธ. กสิกรไทย 233-2-28640-7
พยากรณ์จาก 3 ศาสตร์ : เลข7ตัว9ฐาน+ไพ่ยิปซี+สัมผัสที่หก
DTAC_โทร. 081-533-3529
AIS___โทร. 093-240-0151
TRUE_โทร. 082-512-9920

WP-6

ค้นหา : หน้าแรก  | เกี่ยวกับ | พยากรณ์ดวงชะตา | บทความ | บริการ | ติดตาม | ข่าว |
ติดตามทาง : Facebook Twitter | Google+ | Line | Skype |

(No. 945)

เหตที่ทำให้เกิดความทุกข์ และวิธีดับทุกข์

21

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์

  1. ความไม่รู้อริยะสัจ-ความเป็นจริง เป็นเหตุให้พอใจใน มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก เพราะคิดเห็นว่ามีความสวยสดงดงาม เป็นเหตุให้จิตวิญญาณที่ตายดับไปแล้วก็กลับมาเกิดใหม่ในครรภ์มารดาอีกครั้ง
  2. เมื่อเกิดมาแล้ว ก็มีรูปนาม-ร่างกาย  และมีอายตนะ-อวัยวะใช้สัมผัสรูปนามอื่นทั้ง ๖ คือ ตา-ใช้ดู หู-ใช้ฟัง จมูก-ใช้ดมกลิ่น ลิ้น-ใช้ชิม กาย-ใช้สัมผัส ใจ-ใช้รับรู้สุขทุกข์เฉย  เมื่อมีอายตนะก็เริ่มมีเวทนา-คือรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ เฉยๆ
  3. เมื่อเริ่มมีเวทนา-ความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ เฉยๆ ก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัญหาอุปทาน-รักโลภโกรธหลง รักชอบและติดใจในสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขอยากพบเจอบ่อยๆ เกลียดสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ไม่อยากพบเจอเลย ไม่อยากให้ตัวเองเจ็บป่วยตายและไม่อยากให้คนที่เรารักเจ็บป่วยพลัดพรากตายจากไป แต่ธรรมชาติและกฏแห่งกรรมก็ทำให้เกิดความเจ็บป่วยพลัดพรากตายจากกันไปในที่สุด ก็เกิดความเศร้าโศกเสียใจร่ำไรรำพันใผ่ฝันหา คับแค้นใจที่ไม่สมความปรารถนา
  4. สรุปว่าทุกข์ก็มีต้นเหตุมาจากสิ่งแรกเริ่มที่สุดคือความไม่รู้ในอริยะสัจ-คือไม่รู้ความเป็นจริงทั้งหมดในเหตุและผลดังกล่าวมา ตั้งแต่ข้อที่ 1-3 นั้นเอง

+

ต้นเหตุที่ทำให้ทุกข์ดับไป

  1. เพราะคิดพิจารณาแล้ว ยอมรับตามความเป็นจริงแล้ว ว่ามนุษย์โลก เทวโลก และพรหมโลก เป็นอนิจจัง-ไม่แน่นอน ทุกขัง-ไม่พ้นทุกข์  อนัตตา-วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่อยากจะเกิดใหม่ในที่ใดอีก พอใจแต่พระนิพพานเพียงอย่างเดียว ตัดกิเลสได้โดยเด็ดขาดโดยไม่เหลือเชื้อ เมื่อจิตวิญญาณดับก็ไม่เกิดใหม่แล้ว ไม่ปฏิสนธิในครรภ์มารดาอีกต่อไป
  2. เมื่อไม่เกิดใหม่จิตก็ไม่ต้องอาศัยกายคือธาตุ ๔  ไม่ต้องมีอายตนะ ๖ อีกต่อไป
  3. เมื่อไม่มีอายตนะก็ไม่มีสัมผัส ไม่ต้องมีเวทนา ไม่ต้องมีความรู้สึกเป็นสุขเป็นความทุกข์หรือเฉยๆ
  4. เมื่อไม่มีเวทนาใดๆ ก็ไม่มีตัญหาอุปทานใดๆก็ไม่เกิดขึ้นมารบกวนจิตใจ ไม่ต้องการเกิดใหม่ ไม่ต้องการชาติภพภูมิ ไม่มีความเกิดแก่เจ็บตาย ไม่มีความพลัดพรากจากคนที่รักใคร่ ไม่เศร้าโศกเสียใจร่ำพัน ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความคับแค้นใจอีกต่อไป
  5. ทุกข์ทั้งปวงก็ดับไปพร้อมกับการตัดสินใจที่ตั้งใจแน่วแน่ที่ไม่ต้องการเกิดใหม่ เหตุเพราะมีภูมิปัญญามองเห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง เชื่อในกฏแห่งกรรมนั้นแล

………………………………….

หมอดูทายแม่นๆ

WP6 adn 50x50 7kb

โหร. อดิศร นิตยาจาร (หมอแดง)
ดูดวงทางโทรศัพท์ 600 บาท/ดวง/6 คำถาม/1 ชั่วโมง
โอนเงินล่วงหน้าเข้า ธ. กสิกรไทย 233-228-6407
พยากรณ์จาก 3 ศาสตร์ : เลข7ตัว9ฐาน+ไพ่ยิปซี+สัมผัสที่หก
DTAC_โทร. 081-533-3529
AIS___โทร. 093-240-0151
TRUE_โทร. 082-512-9920

WP-6

| หน้าแรก  | เกี่ยวกับ | พยากรณ์ดวงชะตา | บทความ | บริการ | ติดตาม | ข่าว | ปฏิทิน |
ติดตาม Follow  : | Facebook Twitter | Google+ | Line | Skype |

(No.943)

โลกนี้…น่าเบื่อหน่ายจริงหรือไม่!?

dd46

โลกนี้…น่าเบื่อหน่ายจริงหรือไม่!?

พวกเราลองมาพิจารณาให้เห็นความจริงกันเถอะ

  1. ถ้าถามอย่างนี้กับคนที่กำลังมีทุกข์ร้อนแสนสาหัสกำลังล้มละลาย ถูกโกงไปหมดตัว หรือกำลังสูญเสียสิ่งมีค่าไป ผิดหวังในความรัก คำตอบที่ได้ ย่อมไม่เหมือนกับคนเดิมคนเดียวกันแต่ต่างเวลากัน เช่นไปถามเขาขณะที่เขากำลังมีความสุขสมหวังเรียนสำเร็จ มีโชคมีลาภ กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน จะได้คำตอบก็ที่แตกต่าง ชนิดสุดขั้ว แล้วสัจธรรมคือความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ เราลองมาพิจารณากันไปตามลำดับ เพื่อค้นหาข้อสรุป
  2. จริงๆแล้วโลกนี้ “มีแต่ความไม่แน่นอน เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป” แม้นธรรมชาติของโลกและจักรภพเองก็เหมือนกัน แต่บางช่วงมีการเปลี่ยนไปอย่างช้า บางช่วงก็รวดเร็วรุนแรง กระทั้งสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ต้องดับสูญไปพร้อมกัน เราท่านมีชีวิตอยู่ดูโลก 100 ปีโดยประมาณ จึงไม่รู้ว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงน่ากลัว ถ้ามีอายุยืนยาวเป็นหมื่นหรือแสนหรือล้านปี เราอาจได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกแบบพลิกแผ่นดิน ที่ดูดกลืนพืชและสัตวจำนวนมากเข้าไปอัดแน่นใต้ดินภายในวันเดียว (กลายเป็นน้ำมันดิบที่เราใช้กันทุกวันนี้ไง นั้นคือซากศพของบรรพบุรุษของเราเอง) สัตว์ล่ากินสัตว์ คนล่ากินคน สงครามระหว่างเผ่าพันธ์ ระหว่างศาสนาที่โหดร้ายทารุษจิตใจ (แต่เราก็เห็นสึนามิในญี่ปุ่นและในไทยบ้างแล้ว สงครามโลกสองครั้ง) ฯลฯ โลกและสัตว์โลกจึงไม่ใช่สิ่งที่เราจะไว้วางใจได้ ไม่น่าอยู่อาศัย ไม่น่าเกิดมาให้มีความทุกข์เลย
  3. แต่เมื่อเราเผลอมาเกิดไปแล้วเราก็ต้องรักษาชีวิต ใช้เวลาที่มีเหลืออยู่บนโลกให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองอย่างดีที่สุด ที่สำคัญคือเราท่านต้องไม่เบียดเบียนชีวิตคน สัตว์ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุด มนุษย์ทุกคนมีโจทย์ที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า “เราเกิดมาทำไม” “เรามาตากไหน” และ “เรากำลังจะไปไหน”
  4. ในศาสนาพุทธ มีสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ให้พิจารณาตามความเป็นจริง ว่า “โลกนี้ไม่เที่ยง ทุกสิ่งเกิดขึ้นมาแล้ว ตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นธรรมดา” เป็นวัฏฏะสงสาร (แปลได้ใจความย่อๆว่า การเกิดบนโลกนี้ เป็นเหตุให้มีร่างกาย ร่างกายเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ วนเวียน ชีวิตจะมีทั้งสุขปนทุกข์ เป็นธรรดา ตามแล้วเกิดใหม่เป็นอย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น น่าสงสารคนที่ไม่รู้สัจธรรมความเป็นจริงในข้อนี้) ท่านสอนว่าพวกเราเคยเป็นพรหมมาก่อน เมื่อกินดินอ่อน (รสชาติกลิ่นหอมใกล้เคียงกับคล้ายเผือกกวน) ก็หลับไปนานมาก ตื่นขึ้นมาอีครั้งก็พบว่าตนเองมีร่างกาย กายทิพย์หายไป (ความจริงจิตติดกับดักในร่างกายนี้แหละ) เวียนว่ายตายเกิดเพราะห่วงลูกหลานนั้นเอง นานไปก็ทำกรรมหนัก ฆ่ากันเอง เกิดเวรกรรมขึ้นมา ลืมว่าจะกลับไปเป็นพรหมอย่างเดิมได้อย่างไร ต้องรอพระพุทธเจ้ามาตรัสสอนพระธรรม จึงทิ้งกายไว้ไปเป็นพรหม หรือถึงพระนิพพานไปส่วนหนึ่่งแล้ว ที่เหลือก็ถูกกฏแห่งกรรมกดขึ่บังคับให้ต้องมาวนเวียนเกิดใหม่ใช้กรรม ไปจนกว่าจะมีพบเจอครูบาอาจารย์ของตนเองมาช่วยแก้ไข ชี้ทางออกให้ กว่าจะพ้นวัฏฏะไปได้ก็นานจนนับไม่ได้ เรื่องนี้ใครจะพิสูจน์ ขอให้ไปฝึกมโนมยิทธิ จะทราบตามความเป็นจริงุทุกประการ
  5. ลองมาดูชีวิตจริงของทุกคนบ้าง…. บางคราวก็มีความสุข มีความทุกข์บ้าง มีความเป็นกลาง-คือไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แล้วก็วกวนกลับสลับไปมา วนเวียนเหมือนเข็นนาฬิกาที่ “เดินหน้า แต่วน” จริงไหม!? หรือใครจะเถียงว่าเกิดมาไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์ มีสักคนในโลกนี้ไหมครับ
  6. คนทำอาชีพเป็นหมอดูอย่างผม จะเห็นสัจธรรมข้อนี้ได้ชัดเจนกว่าคนอื่น เห็นชัดเจนว่า ทุกคนในโลกต้องมี “ชะตากรรม” ที่ดีปนร้ายไปตลอดชีวิต ทั้งชาตินี้ (และชาติหน้า) แต่ชะตาก็คือสิ่งที่เราท่านขีดเขียนกระทำขึ้นมาเอง ทำไว้แต่อดีตชาติ กำชะตามาในวันเกิด แล้วต้องพบเจอทั้งสุขทุกข์ตามวาระนั้นๆ เป็นเหตุให้หมอดูทำนายดวงชะตาได้ถูกต้อง
  7. และเราท่านถ้าสังเกตุให้ดี ก็จะพบว่าคนที่จะทำให้เราท่านมีทุกข์ได้มากที่สุด ก็คือคนใกล้ชิดหรือเคยสนิทกับเรานั้นเอง หาใช้คนอื่นเลย อาจเป็นพ่อแม่พี่น้องลูกหลานเพื่อนฝูงบริวารเพื่อนร่วมงานของเรานั้นเอง ในกรณีที่เขาทำให้เราท่านมีความทุกข์โดยไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็เป็นเพราะเราท่านกับเขาไม่ได้ทำบุญร่วมกันมา และชอบในภูมิประเทศไม่เหมือนกันจึงเกิดในที่ห่างไกลกัน แต่เมื่อถึงเวลาต้องชดใช้เวรกรรม กฏแห่งกรรมก็บันดาลใจให้มาเจอกัน (เหมือนเรื่องเนื้อคู่-ที่ทุกคนมีเวลาเฉพาะ ที่หมอดูพยากรณ์ล่วงหน้าได้ ว่าจะได้เจอกันในเวลาใด คุณภาพดีเลวอย่างไร  เวร-คือตารางเวลาที่กำหนดให้เราท่านต้องเจอคู่คนนั้นคนนี้ ในเวลาอันสมควร แบบเดียวกัน)
  8. เวร-นั้นเกิดจากเหตุ กรรม-นั้นเป็นผล ถ้าใครจองเวรกันไว้ ก็ต้องมาพบกันอีก ผู้คนที่ทำให้เราท่านสุขทุกข์ ล้วนเคยรักใคร่ปรองดองกันมาก่อนในอดีตชาติ แต่มีเหตุบางอย่างทำให้เกิดความพลาดพลั้งล่วงเกินกันโดยไม่ตั้งใจ เกิดการกระทบกระเทือนจิตใจกัน เลยเกิดความคิดอาฆาตจองเวรกันมาหลายชาติโดยนานไปก็ไม่รู้ว่าใครเริ่มต้นก่อน เพราะก่อเวรและอาฆาตกันมาหลายล้านๆๆๆๆๆชาติมาแล้ว เปล่าประโยชน์จะหาคนทำผิดก่อน
  9. ดูจากชาตินี้ก็เห็นได้ชัดเจน สมมุตว่าถ้าใครทำให้เราโกรธแค้น เราก็จะคิดอาจอาฆาตเครียดแค้นชิงชัง รอโอกาสจะทำร้ายเขาเพื่อแก้แค้นกลับคืน  นี่เป็นธรรมดาของจิตใจของสัตว์โลก (และกำลังจะเป็นสัตว์นรก) อย่างนี้แล้วเจ้ากรรมนายเวรของเราจะคิดเหมือนกันไหม ลองคิดแง่กลับดูเอาเอง ขอให้ลูกค้าหมอแดงที่กำลังมีทุกข์พิจารณาตามนี้ แล้วมองว่าเรากับศัตรูในอดีตต้องเคยรักกันมาก พลาดพลังเป็นศัตรูเมื่อไหร่ชั่งมัน แต่วันนี้เราจะให้อภัยเขา โดยเริ่มจากคิดว่าเราก็คงทำเขาไว้มาก่อน โอกาสจะยุตินั้นมาอยู่ในมือของท่านแล้ว ถ้าท่านให้อภัย ไม่จองเวร เวรกรรมระหว่างเรากับเขาก็สิ้นสุดในทันที ถ้าจะแก้แค้นแล้วรอให้เขาให้อภัยเราก่อนนั้นอย่าหวังเลย เกือบเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าแก้ไขที่ตัวเอง อย่างนี้แน่นอนกว่าถึง 100%
  10. ผู้ฝึกฝนปฏิบัติธรรมมาดีแล้ว เป็นบัญฑิตแล้ว ย่อมมีปัญญามองเห็นเส้นทางไปพระนิพพานแล้ว ย่อมหลีกเลี่ยงการอาฆาตจองเวร หาที่สงบของตนเองเพื่อปลีกวิเวก ให้รอดพ้นจากความวุ่นวายทางโลก รักษาจิตใจตนเองให้บริสุทธิ์ผ่องใสไว้เสมอ คอยระวังกิเลสตัญหาอุปทานทั้งหลายไม่ให้เกาะกินใจ ไม่ตัดสินใจใดๆด้วยความโลภโกรธหลงมาเจือปน ย่อมปลงสังเวทใจในการกระทำของญาติมิตรของตน ที่ปัญญายังเกิด ยังหลงเวียนว่ายตายเกิดในสามโลก ไม่มีคติที่แน่นอน ย่อมเมตตาแก้ไขปัญหาโดยภูมิธรรมเท่านั้น
  11. การโกรธคิดจะแก้แค้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนที่ไม่ถึงพระอรหันต์ ทุกคนก็ยังย่อมมีโกรธได้บ้าง แต่ต้องใช้สติและปัญญาทำให้หายโกรธโดยเร็วพลัน หายเร็วเท่าไหร่ก็แสดงว่าท่านมีภูมิธรรมสูงเท่านั้น
  12. วิธีพิจารณาปลงอนิจจังในศาสนาพุทธ ว่าโลกนี้ไม่แน่นอน ไม่สวยงาม ไม่น่ามาเกิดใหม่เลย ไป(พระนิพพาน)ดีกว่า ไม่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าตามที่บางคนเข้าไม่ถึง ตรงกันข้าม วิธีนี้กลับเป็นวิธีผ่อนคลายจิตใจที่กำลังเครียด แค้น เป็นทุกข์ที่ถูกคนอื่นกระทำเช่น ประทุษร้าย ลักขโมย มีชู้ ถูกคดโกง หรือทำให้อึดอัดใจ
  13. ด้วยเราท่านต่างก็เคยมีความยึดติดมั่นในวัตถุธาตุทุกชนิดมาก่อน ถ้าปลงได้ ปลงตก คลายความยึดติดในกิเลสได้บ้าง จิตใจก็จะเกิดความเบาสบายใจ ปลดทุกข์ร้อนออกไปได้โดยง่าย แล้วเกิดความสงบเข้ามาแทนที่ จิตปัญญาก็เริ่มเกิดผุดขึ้นมาเอง  มองเห็นทางออก-วิธีแก้ไขปัญหาในขณะนั้นได้ดียิ่งขึ้น ไม่ไปก่อเวรกรรมอีก ปัญหาชีวิตก็น้อยลงไปและไม่เพิ่มขึ้น ชีวิตก็เกิดความร่มเย็นเป็นสุข-ตามอัตภาพ

………………………………….

925

อดิศร นิตยาจาร (หมอแดง)
ดูดวงทางโทรศัพท์ 500 บาท/ดวง/5 คำถาม/1 ชั่วโมง
โอนเงินล่วงหน้าเข้า ธ. กสิกรไทย 233-2-28640-7
พยากรณ์จาก 3 ศาสตร์ : เลข7ตัว9ฐาน+ไพ่ยิปซี+สัมผัสที่หก
โทร. 093-240-0151

Patomtip

ค้นหา : หน้าแรก  | เกี่ยวกับ | พยากรณ์ดวงชะตา | บทความ | บริการ | สมาชิก
ติดตามทาง : Facebook Twitter | Google+ | Line | Skype

Previous Older Entries

%d bloggers like this: