เราเกิดมาเพื่อทำอะไร?

fv89

เราเกิดมาในชาตินี้เพื่อทำอะไร?
What was born to do?

__ทุกวันเป็นวันดี เหมาะสำหรับทำสิ่งที่ดีๆให้แก่ตัวเอง ทำดีให้แก่ครอบครัว ทำดีให้แก่สังคม ความดีอันสูงสุดคือ
__(1) “ถือศีล” รักษาศีล 5-8 ให้เป็นปกตินิสัย ตลอดชีวิต ศีลเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้า ศีลทำให้เข้าถึงและบรรลุธรรมชั้นสูง ศีลทำให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ศีลทำให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
__(2) “ฝึกสมาธิ” โดยการมีสติอยู่ที่ (อานาปานุสติ) ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า-ภาวนา “พุท” ลมหายใจออก-ภาวนา “โธ” กำหนดจุดตรวจสอบลมปรานเข้าออกไว้ 3 ฐาน คือ ปลายจมูก หน้าอก สะดือ
__(3) “เจริญปัญญา” โดยการพิจารณาในธรรม ธรรมคือความจริง พิจารณาทุกสิ่งที่ตามองเห็น ตามความเป็นจริง ลึกซึ้ง ละเอียดถึงที่สุด กระทั้งเห็นต้นเหตุแห่งทุกข์ และเห็นทางพ้นทุกข์ด้วยตนเอง ยอมปรับทัศนะคติใหม่ตามความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น
__”ความตาย” การเกิดแก่เจ็บตาย เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีใครหนีความตายไปได้ ชีวิตนั้นมีเวลาจำกัด เราจึงต้องค้นหาตัวเราเองว่า “เกิดมาทำไม?” เพื่อจะได้ทำในสิ่งที่ควรทำ
__”ร่างกาย” เป็นเพียงธาตุ 4 คือดินน้ำลมไฟ ธาตุ 108 ของนักวิทยาศาสตร์ก็เป็นเพียงพลังงานไฟ้าฟ้าและคลื่นแม่เหล็ก เมื่อพลังงานคือว่างเปล่า คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่าทุกสิ่งเป็นเพียงความว่างเปล่า จึงถูกต้องแล้ว นักวิทยาศาสตร์ทั้งโลกเพิ่งเข้าใจ คนไทยบางส่วนยังไม่เข้าใจธรรมะข้อนี้ จึงก่อปัญหาให้บ้านเมืองขึ้นมามากมายใหญ่โต เพราะยังไม่รู้ความจริงข้อนี้
__”จิต” คือวิญญาณของเรา แท้จริงก็เป็นพลังงานเช่นเดียวกัน แต่มีความละเอียดยิ่งกว่าร่างกาย
__”สัมผัส” ร่างกายของเราสามารถรับรู้ถึงสัมผัสต่างๆ ในรูปทางตา-เสียงทางหู-กลิ่นทางจมูก-รสชาติทางลิ้น-สัมผัสทางผิวหนัง สุขทุกข์ทางใจได้ ก็เพราะธาตุทั้ง 4 และจิตใจ สามารถสื่อสารเชื่อมโยงกันได้เป็นปกติ
__”จิตกับกาย” อาศัยซึ้งกันและกัน ต่อเนื่องมายาวนานหลายภพหลายชาติ เพราะเรารักชอบยึดติดในภพภูมิชาติกำเนิด ห่วงใยในลูกหลานวงษ์ตระกูล อีกทั้งยังสร้างกรรมดีชั่วไว้มากมาย ทำให้เกิดกฏแห่งกรรมที่ต้องวนเวียนมาเกิดใหม่
_”กฏแห่งกรรม” คือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทุกคนต้องได้รับผลดี-ชั่วตามกรรม ตามวาระอันสมควร เมื่อมีการถูกกระทำ ก็มีการจองเวร ทุกคนมักคิดว่าตนเพิ่งถูกกระทำเป็นครั้งแรก แต่ความจริงผลัดกันกระทำ ต้นเหตุคืออาฆาตจองเวรกันไว้ ไม่รู้ใครทำใครก่อน ผลัดกันล้างผาญเป็นจำนวนเกินล้านชาติ เป็นวัฏฏะสงสาร คือมองไม่เห็นที่สิ้นสุด ไม่รู้จบสิ้น จนกว่าจะมีใครสักคนเกิดปัญญา มองเห็นภัยของวัฏฏะสงสาร ยอมอโหสิกรรมให้ก่อน พันธะที่จะล้างผลาญก็สิ้นสุดลงในทันที ผู้อโหสิกรรมได้จริง ต้องใช้อารมณฺ์ของพระอรหันต์ จึงจะพ้นการเกิดในชาติหน้าได้ พ้นการเกิดก็ไม่ต้องมีทุกข์อีกต่อไป
__”ข้อพิสูจน์ว่ากฏแห่งกรรมมีจริง” หมอดูมีอำนาจและหน้าที่ บอกกล่าวเล่าเรื่องของกฏแห่งกรรม คือตารางเวลาที่ทุกคนในโลกนี้จะต้องพบเจอเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละปี ทั้งดีและร้าย แก่ทุกท่านได้ล่วงหน้า ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง แสดงว่ากฏแห่งกรรมมีจริง
__”พระพุทธเจ้ามีจริง” ท่านตรัสรู้และสอนให้พิจารณาในอริยะสัจ 4 ประการคือ ทุกข์-มีอยู่จริง สมุทัย-เหตุแห่งทุกข์ก็มีอยู่จริง นิโรธ-ความพ้นทุกข์มีอยู่จริง มรรค-ทางพ้นทุกข์มีอยู่จริง
__”พระนิพพานมีอยู่จริง” พระนิพพานคือสถานที่อยู่ของจิตทั้งหลาย ที่ตัดกิเลสได้หมดจดแล้ว เป็นจิตที่ปฏิเสธการเกิดใหม่ ไม่ปรารถนาจะมีร่างกายคือธาตุ 4 อีกแล้ว แม้นร่างกายเทวดานางฟ้าพระพรหมก็ไม่ต้องการ (เพราะมีการเกิด-ดับตามบุญกรรมเช่นเดียวกัน แล้ววนเวียนพลาดมาเกิดในโลกนี้ตามเดิม)
__”กิเลส ตัญหา อุปทาน” คือ สิ่งที่ใช้จับยึดเหนี่ยวล่อลวงจิตใจไว้กับร่างกาย มีอาการรัก-โลภ-โกรธ-หลงในวัตถุธาตุทั้งหมด, ความสงสัยในธรรม, ความอยากได้-อยากมี-อยากเป็น อย่างนั้นอย่างนี้, ฯลฯ ล้วนเกิดจากความไม่รู้ ไม่รู้ในอริยะสัจคือความเป็นจริง ไม่รู้พระธรรมคือคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อว่ากฏแห่งกรรมมีจริง ไม่มีญาณหยั่งรู้
__”ญาณหยั่งรู้” จะเกิดได้ในขณะที่จิตกำลังว่างจากกิเลส
__”จิตว่างจากกิเลสชั่วคราว” จากการฝึกถือศีล 5-8 ฝึกสมาธิในอานาปานุสติเป็นพื้นฐาน ฝึกพิจารณาธรรมคือความจริงดังกล่างข้างต้นไปแล้ว
__”จิตจะว่างจากกิเลสได้ตลอดชีวิต” (อารมณ์พระอริยะเจ้า/บุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป) จากการตัดสินอย่างเด็ดขาด กำหนดเส้นทางของตนเองในชาตินี้ว่า ทุกย่างก้าว ไม่ว่าจะทำอะไร จะมุ่งมั่นเป็นไปเพื่อเข้าสู่พระนิพพานเท่านั้น และเริ่มต้นตัดกิเลสทุกวัน กระทั้งหมดกิเลสไปจริงๆ
__”พระอริยะเจ้า/บุคคล” จะตัดกิเลสได้จริงต่อเมื่อใช้ “ปัญญา” ในการตัดกิเลสเท่านั้น ไม่ใช่จากการอ่าน-ฟัง-จดจำธรรมะได้ ปัญญาในทางธรรม คือการที่ท่านสามารถใช้ “ญาณหยั่งรู้” ได้ ญาณหยั่งรู้ช่วยในการพิสูจน์ความเป็นจริง พิสูจน์ชาติภพภูมิได้ทั้งในอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต แม้นพระธรรมก็สามารถล่วงรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า ธรรมอันไหนเป็นของจริงอันไหนเป็นปลอมปน บุคคลและครูบาอาจารย์ทั้งหลายปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ไม่หลงทาง ปฏิบัติธรรมได้ถูกต้องเที่ยงตรง บรรลุมรรคผลง่าย ถึงพระนิพพานในที่สุด
__ทุกคนที่เกิดมาในดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา หรือได้ฟังธรรม ได้อ่านธรรมอันบริสุทธินี้ ถือว่ามีบุญพอสมควร แต่บางคนก็พลาดโอกาสที่ดีไป เพราะไม่สนใจจะศึกษาหาความรู้ในธรรมะแบบจริงจัง ทำแค่อยากอวดคนอื่นเท่านั้น แม้นมีคนอื่นที่มีคุณธรรมสูงพร้อมจะสอน ก็กลับมีทิฐิมานะอวดดื้อถือตัวว่ามีเงินทองฐานะหน้าที่การงานสูงกว่า ไม่ยอมก้มหัวให้ใครเป็นครูบาอาจารย์ตน ชีิวิตแบบนี้ก็คงเหมือนชาติที่ผ่านมาแล้ว และยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่รู้จบ คงต้องพบคำถามว่า “เกิดมาทำไม” อีกนานหลายชาติ

Advertisements

%d bloggers like this: