โลกนี้…น่าเบื่อหน่ายจริงหรือไม่!?

dd46

โลกนี้…น่าเบื่อหน่ายจริงหรือไม่!?

พวกเราลองมาพิจารณาให้เห็นความจริงกันเถอะ

  1. ถ้าถามอย่างนี้กับคนที่กำลังมีทุกข์ร้อนแสนสาหัสกำลังล้มละลาย ถูกโกงไปหมดตัว หรือกำลังสูญเสียสิ่งมีค่าไป ผิดหวังในความรัก คำตอบที่ได้ ย่อมไม่เหมือนกับคนเดิมคนเดียวกันแต่ต่างเวลากัน เช่นไปถามเขาขณะที่เขากำลังมีความสุขสมหวังเรียนสำเร็จ มีโชคมีลาภ กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน จะได้คำตอบก็ที่แตกต่าง ชนิดสุดขั้ว แล้วสัจธรรมคือความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ เราลองมาพิจารณากันไปตามลำดับ เพื่อค้นหาข้อสรุป
  2. จริงๆแล้วโลกนี้ “มีแต่ความไม่แน่นอน เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป” แม้นธรรมชาติของโลกและจักรภพเองก็เหมือนกัน แต่บางช่วงมีการเปลี่ยนไปอย่างช้า บางช่วงก็รวดเร็วรุนแรง กระทั้งสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ต้องดับสูญไปพร้อมกัน เราท่านมีชีวิตอยู่ดูโลก 100 ปีโดยประมาณ จึงไม่รู้ว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงน่ากลัว ถ้ามีอายุยืนยาวเป็นหมื่นหรือแสนหรือล้านปี เราอาจได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกแบบพลิกแผ่นดิน ที่ดูดกลืนพืชและสัตวจำนวนมากเข้าไปอัดแน่นใต้ดินภายในวันเดียว (กลายเป็นน้ำมันดิบที่เราใช้กันทุกวันนี้ไง นั้นคือซากศพของบรรพบุรุษของเราเอง) สัตว์ล่ากินสัตว์ คนล่ากินคน สงครามระหว่างเผ่าพันธ์ ระหว่างศาสนาที่โหดร้ายทารุษจิตใจ (แต่เราก็เห็นสึนามิในญี่ปุ่นและในไทยบ้างแล้ว สงครามโลกสองครั้ง) ฯลฯ โลกและสัตว์โลกจึงไม่ใช่สิ่งที่เราจะไว้วางใจได้ ไม่น่าอยู่อาศัย ไม่น่าเกิดมาให้มีความทุกข์เลย
  3. แต่เมื่อเราเผลอมาเกิดไปแล้วเราก็ต้องรักษาชีวิต ใช้เวลาที่มีเหลืออยู่บนโลกให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองอย่างดีที่สุด ที่สำคัญคือเราท่านต้องไม่เบียดเบียนชีวิตคน สัตว์ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุด มนุษย์ทุกคนมีโจทย์ที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า “เราเกิดมาทำไม” “เรามาตากไหน” และ “เรากำลังจะไปไหน”
  4. ในศาสนาพุทธ มีสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ให้พิจารณาตามความเป็นจริง ว่า “โลกนี้ไม่เที่ยง ทุกสิ่งเกิดขึ้นมาแล้ว ตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นธรรมดา” เป็นวัฏฏะสงสาร (แปลได้ใจความย่อๆว่า การเกิดบนโลกนี้ เป็นเหตุให้มีร่างกาย ร่างกายเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ วนเวียน ชีวิตจะมีทั้งสุขปนทุกข์ เป็นธรรดา ตามแล้วเกิดใหม่เป็นอย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น น่าสงสารคนที่ไม่รู้สัจธรรมความเป็นจริงในข้อนี้) ท่านสอนว่าพวกเราเคยเป็นพรหมมาก่อน เมื่อกินดินอ่อน (รสชาติกลิ่นหอมใกล้เคียงกับคล้ายเผือกกวน) ก็หลับไปนานมาก ตื่นขึ้นมาอีครั้งก็พบว่าตนเองมีร่างกาย กายทิพย์หายไป (ความจริงจิตติดกับดักในร่างกายนี้แหละ) เวียนว่ายตายเกิดเพราะห่วงลูกหลานนั้นเอง นานไปก็ทำกรรมหนัก ฆ่ากันเอง เกิดเวรกรรมขึ้นมา ลืมว่าจะกลับไปเป็นพรหมอย่างเดิมได้อย่างไร ต้องรอพระพุทธเจ้ามาตรัสสอนพระธรรม จึงทิ้งกายไว้ไปเป็นพรหม หรือถึงพระนิพพานไปส่วนหนึ่่งแล้ว ที่เหลือก็ถูกกฏแห่งกรรมกดขึ่บังคับให้ต้องมาวนเวียนเกิดใหม่ใช้กรรม ไปจนกว่าจะมีพบเจอครูบาอาจารย์ของตนเองมาช่วยแก้ไข ชี้ทางออกให้ กว่าจะพ้นวัฏฏะไปได้ก็นานจนนับไม่ได้ เรื่องนี้ใครจะพิสูจน์ ขอให้ไปฝึกมโนมยิทธิ จะทราบตามความเป็นจริงุทุกประการ
  5. ลองมาดูชีวิตจริงของทุกคนบ้าง…. บางคราวก็มีความสุข มีความทุกข์บ้าง มีความเป็นกลาง-คือไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แล้วก็วกวนกลับสลับไปมา วนเวียนเหมือนเข็นนาฬิกาที่ “เดินหน้า แต่วน” จริงไหม!? หรือใครจะเถียงว่าเกิดมาไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์ มีสักคนในโลกนี้ไหมครับ
  6. คนทำอาชีพเป็นหมอดูอย่างผม จะเห็นสัจธรรมข้อนี้ได้ชัดเจนกว่าคนอื่น เห็นชัดเจนว่า ทุกคนในโลกต้องมี “ชะตากรรม” ที่ดีปนร้ายไปตลอดชีวิต ทั้งชาตินี้ (และชาติหน้า) แต่ชะตาก็คือสิ่งที่เราท่านขีดเขียนกระทำขึ้นมาเอง ทำไว้แต่อดีตชาติ กำชะตามาในวันเกิด แล้วต้องพบเจอทั้งสุขทุกข์ตามวาระนั้นๆ เป็นเหตุให้หมอดูทำนายดวงชะตาได้ถูกต้อง
  7. และเราท่านถ้าสังเกตุให้ดี ก็จะพบว่าคนที่จะทำให้เราท่านมีทุกข์ได้มากที่สุด ก็คือคนใกล้ชิดหรือเคยสนิทกับเรานั้นเอง หาใช้คนอื่นเลย อาจเป็นพ่อแม่พี่น้องลูกหลานเพื่อนฝูงบริวารเพื่อนร่วมงานของเรานั้นเอง ในกรณีที่เขาทำให้เราท่านมีความทุกข์โดยไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็เป็นเพราะเราท่านกับเขาไม่ได้ทำบุญร่วมกันมา และชอบในภูมิประเทศไม่เหมือนกันจึงเกิดในที่ห่างไกลกัน แต่เมื่อถึงเวลาต้องชดใช้เวรกรรม กฏแห่งกรรมก็บันดาลใจให้มาเจอกัน (เหมือนเรื่องเนื้อคู่-ที่ทุกคนมีเวลาเฉพาะ ที่หมอดูพยากรณ์ล่วงหน้าได้ ว่าจะได้เจอกันในเวลาใด คุณภาพดีเลวอย่างไร  เวร-คือตารางเวลาที่กำหนดให้เราท่านต้องเจอคู่คนนั้นคนนี้ ในเวลาอันสมควร แบบเดียวกัน)
  8. เวร-นั้นเกิดจากเหตุ กรรม-นั้นเป็นผล ถ้าใครจองเวรกันไว้ ก็ต้องมาพบกันอีก ผู้คนที่ทำให้เราท่านสุขทุกข์ ล้วนเคยรักใคร่ปรองดองกันมาก่อนในอดีตชาติ แต่มีเหตุบางอย่างทำให้เกิดความพลาดพลั้งล่วงเกินกันโดยไม่ตั้งใจ เกิดการกระทบกระเทือนจิตใจกัน เลยเกิดความคิดอาฆาตจองเวรกันมาหลายชาติโดยนานไปก็ไม่รู้ว่าใครเริ่มต้นก่อน เพราะก่อเวรและอาฆาตกันมาหลายล้านๆๆๆๆๆชาติมาแล้ว เปล่าประโยชน์จะหาคนทำผิดก่อน
  9. ดูจากชาตินี้ก็เห็นได้ชัดเจน สมมุตว่าถ้าใครทำให้เราโกรธแค้น เราก็จะคิดอาจอาฆาตเครียดแค้นชิงชัง รอโอกาสจะทำร้ายเขาเพื่อแก้แค้นกลับคืน  นี่เป็นธรรมดาของจิตใจของสัตว์โลก (และกำลังจะเป็นสัตว์นรก) อย่างนี้แล้วเจ้ากรรมนายเวรของเราจะคิดเหมือนกันไหม ลองคิดแง่กลับดูเอาเอง ขอให้ลูกค้าหมอแดงที่กำลังมีทุกข์พิจารณาตามนี้ แล้วมองว่าเรากับศัตรูในอดีตต้องเคยรักกันมาก พลาดพลังเป็นศัตรูเมื่อไหร่ชั่งมัน แต่วันนี้เราจะให้อภัยเขา โดยเริ่มจากคิดว่าเราก็คงทำเขาไว้มาก่อน โอกาสจะยุตินั้นมาอยู่ในมือของท่านแล้ว ถ้าท่านให้อภัย ไม่จองเวร เวรกรรมระหว่างเรากับเขาก็สิ้นสุดในทันที ถ้าจะแก้แค้นแล้วรอให้เขาให้อภัยเราก่อนนั้นอย่าหวังเลย เกือบเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าแก้ไขที่ตัวเอง อย่างนี้แน่นอนกว่าถึง 100%
  10. ผู้ฝึกฝนปฏิบัติธรรมมาดีแล้ว เป็นบัญฑิตแล้ว ย่อมมีปัญญามองเห็นเส้นทางไปพระนิพพานแล้ว ย่อมหลีกเลี่ยงการอาฆาตจองเวร หาที่สงบของตนเองเพื่อปลีกวิเวก ให้รอดพ้นจากความวุ่นวายทางโลก รักษาจิตใจตนเองให้บริสุทธิ์ผ่องใสไว้เสมอ คอยระวังกิเลสตัญหาอุปทานทั้งหลายไม่ให้เกาะกินใจ ไม่ตัดสินใจใดๆด้วยความโลภโกรธหลงมาเจือปน ย่อมปลงสังเวทใจในการกระทำของญาติมิตรของตน ที่ปัญญายังเกิด ยังหลงเวียนว่ายตายเกิดในสามโลก ไม่มีคติที่แน่นอน ย่อมเมตตาแก้ไขปัญหาโดยภูมิธรรมเท่านั้น
  11. การโกรธคิดจะแก้แค้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนที่ไม่ถึงพระอรหันต์ ทุกคนก็ยังย่อมมีโกรธได้บ้าง แต่ต้องใช้สติและปัญญาทำให้หายโกรธโดยเร็วพลัน หายเร็วเท่าไหร่ก็แสดงว่าท่านมีภูมิธรรมสูงเท่านั้น
  12. วิธีพิจารณาปลงอนิจจังในศาสนาพุทธ ว่าโลกนี้ไม่แน่นอน ไม่สวยงาม ไม่น่ามาเกิดใหม่เลย ไป(พระนิพพาน)ดีกว่า ไม่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าตามที่บางคนเข้าไม่ถึง ตรงกันข้าม วิธีนี้กลับเป็นวิธีผ่อนคลายจิตใจที่กำลังเครียด แค้น เป็นทุกข์ที่ถูกคนอื่นกระทำเช่น ประทุษร้าย ลักขโมย มีชู้ ถูกคดโกง หรือทำให้อึดอัดใจ
  13. ด้วยเราท่านต่างก็เคยมีความยึดติดมั่นในวัตถุธาตุทุกชนิดมาก่อน ถ้าปลงได้ ปลงตก คลายความยึดติดในกิเลสได้บ้าง จิตใจก็จะเกิดความเบาสบายใจ ปลดทุกข์ร้อนออกไปได้โดยง่าย แล้วเกิดความสงบเข้ามาแทนที่ จิตปัญญาก็เริ่มเกิดผุดขึ้นมาเอง  มองเห็นทางออก-วิธีแก้ไขปัญหาในขณะนั้นได้ดียิ่งขึ้น ไม่ไปก่อเวรกรรมอีก ปัญหาชีวิตก็น้อยลงไปและไม่เพิ่มขึ้น ชีวิตก็เกิดความร่มเย็นเป็นสุข-ตามอัตภาพ

………………………………….

925

อดิศร นิตยาจาร (หมอแดง)
ดูดวงทางโทรศัพท์ 500 บาท/ดวง/5 คำถาม/1 ชั่วโมง
โอนเงินล่วงหน้าเข้า ธ. กสิกรไทย 233-2-28640-7
พยากรณ์จาก 3 ศาสตร์ : เลข7ตัว9ฐาน+ไพ่ยิปซี+สัมผัสที่หก
โทร. 093-240-0151

Patomtip

ค้นหา : หน้าแรก  | เกี่ยวกับ | พยากรณ์ดวงชะตา | บทความ | บริการ | สมาชิก
ติดตามทาง : Facebook Twitter | Google+ | Line | Skype

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: