การแบ่งมรดกที่ดินให้เกิดความยุติธรรม และไม่มีปัญหาในภายหลัง

dg57

การแบ่งมรดกที่ดินให้เกิดความยุติธรรม และไม่มีปัญหาในภายหลัง
Land – how to divide the inheritance of justice. And no problems later

         ในบรรดาปัญหาข้อพิพาทที่ทำให้เกิดการทะเลาะแตกแยกขาดความสามัคคีในระดับครอบครัว ปัญหาการแบ่งมรดกที่ดิน เป็นปัญหาที่พบได้มากที่สุด เกิดขึ้นกับแทบจะทุกครอบครัว ส่วนใหญ่จะนำสู่การฟ้องร้องต่อศาล เพื่อให้ช่วยตัดสินคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เรียกร้องขอความเป็นธรรม

สำนวนฟ้องมักจะเหมือนกันคือ พี่น้องพ่อแม่เดียวกันฟ้องร้องกันเอง ถ้าไปค้นดูสถิติและต้นเหตุ จะพบว่ามีสาเหตุมาจาก

  1. การที่พ่อแม่ไม่รู้ไม่เข้าใจวิธีการแบ่งมรดกที่ดีที่ถูกต้องที่สุด
  2. ขาดความยุติธรรม เพราะมีความรักลูกไม่เท่ากัน ลูกที่ทำไม่ถูกใจพ่อแม่ จะถูกกีดกันไว้ไม่ให้รับมรดกหรือให้เพียงน้อยนิด
  3. ปัญหาที่นำไปสู่การฟ้องร้องถึงโรงถึงศาล จะเริ่มต้นจากการที่พ่อแม่เรียกลูกคนใดคนหนึ่งที่ตนเองคิดว่าไว้ใจที่สุด มาปรึกษามอบอำนาจให้เป็นผู้จัดการมรดก ส่วนใหญ่มอบให้พี่คนโตที่สุด หรือลูกที่กำลังดูแลดูพ่อแม่ในขณะนั้น ดูแลบริหารจัดการผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ดินมรดกแทนพ่อแม่ชั่วคราว (แต่ความเป็นจริงมักจะยึดครองแบบตลอดไป)
  4. พ่อแม่ที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมที่ชัดเจน พูดต่อหน้าพยานหลายคนแต่นานไปพยานทยอยตายตามไปหรือทำเป็นลืมไม่รู้ไม่เห็น เขียนไว้ชัดเจนแต่ลูกคนใดคนหนึ่งเก็บรักษาไว้เป็นความลับ กระทั้งลูกคนอื่นก็ไม่ทราบว่ามรดกเขียนไว้ว่าอย่างไร ในระวังพ่อแม่เริ่มหลงๆลืมๆ คนเก็บรักษาโฉนดจึงใช้โอกาสนี้แสวงหาผลประโยชน์ไปเรื่อยๆ พยานสำคัญไม่กล้าตักเตือน
  5. เมื่อพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่แบ่งแยกที่ดินออกเป็นสัดส่วนโดยเด็ดขาด หรือบอกว่าแบ่งให้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ออกใบโฉนดให้แก่ลูกๆ ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถ่วงเวลาไปเรื่อยๆด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง (ซึ่งทุกเหตุผลล้วนนำไปสู่การฟ้องร้องกันในหลัง หลังจากพ่อแม่ตายนั้นเอง)
  6. เมื่อลูกๆคนอื่นที่ไม่ได้ถือครองโฉนดที่ถูกค้องตามกฏหมาย จึงไม่สามารถทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ตนควรจะได้  สรุปว่าไม่ได้เป็นเจ้าของโดยแท้จริง เท่ากับไม่ได้รับมรดกจากพ่อแม่นั้นเอง หลังพ่อแม่ตายไปหมด มรดกที่ไม่ชัดเจนล้วนกลายเป็นที่มาของการฟ้องร้อง ถ้าไม่ได้ความยุติธรรมอีก ก็กลายเป็นมรดกเลือด
  7. ลูกๆทุกคนมีความจำเป็นต้องใช้ประโชน์ในมรดกที่ดินเหมือนกัน คนที่ถือครองโฉนดที่ดินมรดกอยู่แล้วมักจะกีดกันเอาโฉนดไว้ใช้ประโยชน์แต่เพียงคนเดียว ปากก็จะพูดว่าจะแบ่งให้พี่น้องแน่นอน แต่ขอให้รอหน่อย ข้อสังเกตุคือจะไม่บอกวันที่นัดแบ่งมรดก อ้างความไม่พร้อมต่างๆนาๆ แต่ความเป็นจริงถูกความโลภครอบงำ ตั้งใจว่าจะไม่แบ่งให้ใคร คิดว่าคิดในใจคงไม่มีใครได้ยิน (คิดผิด-เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พ่อแม่ที่ตายไปแล้วรับรู้ได้ เทวดาทั้งหลายก็รู้ ผู้มีญาณหยั่งรู้ก็รู้ บัญฑิตพิจารณาแล้วก็รู้ หมอดูก็รู้ได้ ว่าใครคิดอะไร มีเจตนาจริงเป็นอย่างไร) ปล่อยให้พี่น้องรอแล้วรออีก พอใครทักทวงถาม ก็อ้างประโยคสุดยอดนิยมว่า “ยังไม่แบ่งให้ใคร เกรงว่าพี่น้องคนนั้นคนนี้จะนำมรดกไปขายสมบัติของพ่อแม่กิน”  สรุปว่าพี่น้องคนอื่นก็ทำประโยชน์ไม่ได้สักที เสียโอกาสพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ตนเองให้ดีขึ้น หมายความว่าชีวิตจะเสมอตัวหรือยากจนลงเรื่อยๆ เพราะไม่ได้รับมรดกสักที จึงไม่มีเงินทุนก้อนใหญ่สำหรับพัฒนาอาชีพ (ถ้าได้รับมรดกไปแล้ว ทุกคนก็สามารถนำโฉนดไปขอกู้เงินธนาคารได้ ได้ทุนมาพัฒนาอาชีพ)
  8. เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ พี่น้องคนอื่นๆอดทนรอคอยการแบ่งมรดกไปเรื่อยๆ กระทั้งมีลูกมีหลานครอบครัวขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ธรรมดาของเด็กที่กำลังเรียน  ก็ต้องใช้เงินทุนในเรียน เงินทุนสร้างบ้านที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถาวรเป็นของตัวเอง ต้องการเงินทุนก้อนใหญ่สำหรับการเปิดกิจการค้าขายตนเองหรือให้ลูกหลาน ค้าขายเพื่อแสวงหากำไรร่ำรวยมีฐานะมั่นคง พอมาติดปัญหาพี่น้องผู้จัดการมรดกฮุบมรดกเอาไว้นานเกินเหตุ ไม่ยอมแบ่งสักที พี่น้องที่ยากจนเห็นว่าไม่ยุติธรรม ทนไม่ไหวก็ขอร้องผู้จัดการมรดกให้รีบแบ่งมรดก ถ้าไม่แบ่งให้โดยดีก็ต้องฟ้องร้องศาลให้ช่วยตัดสิน ส่วนใหญ่จะรอให้พ่อแม่ตายไปแล้วจึงฟ้อง ด้วยเกรงใจพ่อแม่
  9. ฝ่ายผู้ฮุบมรดกไว้เมื่อถูกพี่น้องขอร้องให้แบ่งมรดก ก็แบ่งให้ไม่ได้ เหตุเพราะตัวเองแอบนำโฉนดที่ดินนั้นไปใช้ประโยชน์ค้างคาอยู่ คือนำไปจำนองจำนำไว้กับธนาคารหรือเอกชน จึงแบ่งให้ในทันทีไม่ได้ ต้องรอการส่งต้นดอกให้ครบจึงไถ่ถอนออกมาได้  เพราะกำลังหมุนเงินไปใช้สร้างความร่ำรวยให้ตนเองอยู่ ยอมให้พี่น้องต่อว่า กล่าวหาว่าเบียดบังเอาผลประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว รู้แน่ชัดว่าว่าตัวเองผิดแต่ก็ไม่ยอมแก้ไข และมักทำเป็นโกรธโต้ตอบกล่าวอ้างว่าตนเองมีบุญคุญต่อญาติพี่น้องคนอื่นๆ เคยให้ความช่วยเหลือพี่ๆน้องๆเป็นปกติ (สัจจะธรรมความเป็นจริงคือ ถ้าแบ่งมรดกให้แก่พี่น้องตั้งแต่แรก พี่น้องทุกคนก็คงมีฐานะเท่่าเทียมกัน หรือมีฐานะร่ำรวยได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ฮุบมรดกเลย) ทำไม่ต้องฟ้องร้องกันด้วย ขอร้องดีๆไม่ได้หรือ แต่ข้อสรุปก็เหมือนเดิมคือก็ไม่มีกำหนดวันเวลาที่จะแบ่งบันสักที ดึงเวลาไปเรื่อยๆ เมื่อชัดเจนว่าจะฮุบไว้ใช้ประโยชน์คนเดียวนั้นแหละ เรื่องจึงมาจบที่ศาลสถิตย์ยุติธรรมในที่สุด
  10. แน่นอนว่าพอถึงโรงถึงศาล ศาลก็ต้องพิพากษาให้แบ่งตามพินัยกรรมระบุไว้ หรือแบ่งให้เท่ากันตามปกติของกฏหมาย ตามความยุติธรรมที่ลูกๆทุกคนจะมีสิทธิในมรดกและได้เท่ากันถ้าพ่อแม่ไม่ได้ทำพินัยกรรมใดๆเอาไว้
  11. (สำคัญ) ไม่ว่าอย่างไร เมื่อนำค่าจ้างทนายความของทั้งสองฝ่ายมารวมกัน บวกค่าเสียเวลาขึ้นโรงขึ้นศาล บวกมูลค่าความเสียหายใดๆที่ตีราคาออกมาเป็นเงินได้ รวมสุทธิแล้วจะเท่ากับมูลค่าของมรดกที่ดินนั้นๆ หรือมากกว่า ถ้าสู้เพื่อศักดิ์ศรี ถ้าคดีความสู้กันไปถึง 3 ศาล จากศาลชั้นต้น ไปถึงศาลอุทธรณ์ ไปสิ้นสุดที่ศาลฎีกา อาจทำให้ทั้งสองฝ่ายหมดเนื้อหมดตัวได้
  12. ข้อสังเกตุ จะพบว่าคนไทยเดี๋ยวนี้ จิตใจแปรเปลี่ยนตกต่ำไปมากขึ้นเรื่อยๆ ขาดความละอายใจต่อบาป เบียดบังผลประโยชน์ของพี่น้องท้องเดียวกันได้โดยไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังทำผิดกฏหมายและศีลธรรม ผิดจากธรรมชาติของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ที่พร้อมจะปกป้องและรักพี่น้องของตนเองเป็นอย่างยิ่ง นี้เป็นความเสื่อมที่เกิดจากความผิดพลาดล้มเหลวของพ่อแม่ผู้ปกครองครูบาอาจารย์ระบบการศึกษาของไทย ที่ไม่สามารถสั่งสอนให้ลูกหรือลูกศิษย์ของตนมี “หิริโอตัปปะ” ความละอายต่อบาป กลับไปสอนให้ลูกและลูกศิษย์เก่งการเรียนโดยไม่สอนคุณธรรมแนบไปด้วย คนไทยรุ่นนี้ก็เลยตั้งเป้าหมายว่าจะหาเงินมาอวดกัน อวดความรวย โดยไม่สนว่าจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือรู้สึกอย่างไร สุดท้ายเด็กไทยหรือคนไทยในปัจจุบันหรืออนาคต ที่พ่อแม่ปล่อยให้โตมาโดยไม่สั่งสอนให้เป็นคนดี ก็จะกลายเป็นคนที่มีจิตใจที่ต่ำกว่าสัตว์เดียรฉาน เรื่องนี้ขอเก็บไปพูดขยายความหรือหาทางแก้ไขในโอกาสต่อไป

 

ถ้าถามว่าพ่อแม่หรือผู้จัการมรดกจะบริหารจัดการมรดกที่ดินอย่างไร จึงจะดีที่สุด ยุติธรรมต่อลูกๆพี่น้องทุกคน เพื่อมิให้มีปัญหาทะเลาะแตกแยกในครอบครัว หรือนำพาตนเองไปสู่ความอยุติธรรม ผมขอเสนอแนวทางการแบ่งมรดกที่ดีและยุติธรรมที่สุดไว้อย่างย่อๆง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้ตำรากฏหมายใดๆ แต่นำหลักการที่นำไปใช้เขียนเป็นกฏหมาย มาพูดแทน เพื่อมิให้สับสน และเข้าใจได้ง่าย

  1. เมื่อพ่อแม่คิดจะแบ่งมรดก ขอให้ตั้งค่ามาตรฐานว่า ลูกๆทุกคนพ่อแม่นั้นทำให้เกิดมาแล้วต้องรับผิดชอบที่ทำให้ลูกเกิดมา ไม่ว่าจะรักจะชังลูกไม่เท่ากัน แต่พ่อแม่สมควรแบ่งมรดกให้ลูกๆทุกคนได้ส่วนแบ่งโดยเท่าเทียมกัน ไม่ควรแบ่งตามอารมณ์-เลือกที่รักมักที่ชัง ซึ่งจะเป็นเหตุทำให้เกิดบัญหาพี่น้องและครอบครัวแตกแยกในภายหลัง
  2. แม้นรู้ว่าลูกคนใดจะนำมรดกไปขายเพื่อเหตุใดก็แล้วแต่ พ่อแม่ก็ควรยกให้ด้วยเป็นการแสดงความเมตตากรุณามุทิตาและวางอุเบกขาให้ได้ เพราะนี้คือหน้าที่สุดท้ายของพ่อแม่ทีพึ่งมีแก่ลูกทุกคน ถ้าลูกคนไหนร้ายกาจจงโทษตัวเองว่าอบรมสั่งสอนเขาน้อยเกินไป (เรื่องจริงคือไม่มีเวลาสอนให้ลูกเป็นคนดีเลย) ถ้าลูกคนไหนขายมรดกกินหรือแลกเป็นเงินทุนค้าขายก็ชอบแล้วที่เขาใช้สิทธิของเขา ถ้าหวงทรัพย์สินกำไว้ในมือกระทั้งตาย พ่อแม่จะมีความผิดอย่างหนึ่งคือเท่ากับสอนให้ลูกไม่ปล่อยวางในทรัพย์สินทั้งปวง ลูกๆเห็นตัวอย่างก็ทำตามพ่อแม่ ปัญหาก็ตกทอดไปสู่รุ่นต่อไป กลายเป็นมรดกของเหล่าคนบาปกิเลสหนา แม้นจะทำบุญเอาหน้าแสดงแก่สังคมว่าเป็นคนดีอย่างไร ถ้าใครตายไปทั้งมือยังกำโฉนดไว้ ก็ชัดเจนว่าไม่ได้ปลงในทรัพย์สินทั้งปวงก่อนตาย คติหลังความตายคือห่วงหวงสิ่งใดก็ต้องย้อนกลับมาเกิดใหม่เพื่อสิ่งนั้น ต้องกลับมาเกิดในโลกที่วุ่นวายนี้อีกอย่างแน่นอน มาเกิดต่อท้ายลูกหลาน ถ้าลูกหลานไม่ยกมรดกให้ ก็อย่าว่ากัน เพราะท่านก็ไม่ได้ยกให้ลูกหลานไว้ก่อนตายเหมือนกัน
  3. ถ้าจำเป็นจะต้องแบ่งมรดกที่ดินให้ลูกแต่ละคนไม่เท่ากัน จะเพราะเหตุใดก็ตาม ต้องอธิบายให้ชัดเจน ให้ลูกทุกคนเข้าใจและยอมรับความจริงนั้นได้อย่างเป็นเอกฉันท์ ทุกคนยอมรับว่ายุติธรรมแล้ว
  4. พ่อแม่ที่อายุมากเกิน 60-70 ปีไปแล้ว ควรจะปลดปล่อยภาระทั้งปวงตามแบบชาวพุทธ ที่พระท่านสอนไว้ว่าเราทุกคนไม่ควรยึดติดกับทรัพย์สินทั้งปวง พ่อแม่จึงควรตัดใจแบ่งมรดกให้ลูกๆไปโดยเด็ดขาด ควรแบ่งเป็นส่วนโดยเท่ากัน แล้วมอบโฉนดที่ดินให้ลูกๆทุกคนเก็บรักษาของใครของมันในทันที ถ้าพ่อแม่กลัวว่าลูกทุกคนจะทิ้ง ไม่เลี้ยงดูยามชราภาพไปแล้ว ก็เก็บมรดกไว้ส่วนหนึ่ง สำหรับเก็บไว้ให้แก่ใครก็ได้ที่อาสาจะเลี้ยงดูพ่อแม่ให้ได้รับความสงบสุขอย่างแท้จริงๆ
  5. อย่าแบ่งมรดกแบบไม่ชัดเจน ยากจะตีความ
  6. การที่พ่อแม่เขียนมรดกว่าหลังจากข้าพเจ้าตายไปแล้ว…ให้แบ่งมรดกอย่างนั้นอย่างนี้ ถือว่าเป็นเพียงสัญญาว่าจะให้ แต่ยังไม่ได้ให้ ถ้าพ่อแม่แก่มากแล้ว เลอะเลือนแล้ว แต่ยังไม่ตาย  ลูกหลานคนไหนก็ทำประโยชน์ใดๆไม่ได้ นอกจากผู้ใดผู้หนึ่งเก็บโฉนดไว้ อาจหาวิธีทำให้ท่านมอบอำนาจให้เขา เป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ไม่นานผู้นั้นก็จะเกิดความโลภเข้าสิงใจ เอาโฉนดนั้นไปใช้ประโยชน์เพียงคนเดียวในที่สุด แล้วลูกหลานที่ท่านรักก็จะแตกความสามัคคี อาจกลายเป็นมรดกเลือด ฆ่าล้างผลาญกันเอง เพราะขาดความรู้ความรอบคอบ ที่เรียกว่ารู้ไม่เท่าถึงการณ์ของพ่อแม่ จะเรียกว่าเรียนมาน้อยก็ได้ จึงไม่รู้วิธีบริหารจัดการที่ดีที่สุด

บทความนี้เขียนมาให้ลูกค้าที่มักจะตั้งคำถามเหล่านี้บ่อยๆ ว่าทำไม่พี่น้องของตนจึงเปลี่ยนไป ฮุบมรดกไว้กินคนเดียว คำตอบคือ อันที่จริงเขาเป็นคนมากไปด้วยกิเลสคือความโลภกำลังเข้าครอบงำ กิเลสตัญหาอุปาทานก็ติดตัวมาด้วยกันทุกคน ไม่มียกเว้นใครเลย มันจะแสดงตัวเมื่อมีโอกาสเท่านั้น แต่สำหรับบัญฑิตทั้งหลายเป็นผู้มากไปด้วยมีสติปัญญา พิจารณาแล้วก็เห็นกฏแห่งกรรมว่าการก่อเวรย่อมได้รับผลอันนั้นกลับคืนอย่างแน่นอนในที่สุด จึงไม่กล้าทำความชั่วเลย เพราะเห็นว่าเป็นการทำการค้าที่ขาดทุนมากเกินไป กฏแห่งกรรมคือใครขโมยเงินคนอื่นไปได้ 1 บาท ชาตินี้ชาติหน้าต้องถูกขโมยไปบ้างครั้งละ 500 บาทจำนวน 500 ครั้ง แล้วอย่างนี้บัญฑิตทั้งหลายจะกล้าทำความชั่วหรือไม่

ขอให้ลูกหลานบริวารลูกค้าญาติสนิทมิตรสหาย จงพิจารณาตนให้พ้นภัยจากกิเลสตัญหาอุปทานคือรักโลภโกรธหลงเหล่านี้เถอะ จงหยึดหลักในศีล 5-8 และกรรมบท 10 ไว้เป็นเครื่องช่วยการตัดสินใจทุกเรื่อง คอยระวังกายวาจาใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน ให้พ้นจากไฟแห่งกิเลสกามทั้งหลาย แม้นพลาดพลั้งทำไปบ้างแล้ว  ก็ให้เร่งรีบดับไฟคือกิเลสนั้นด้วยสติปัญญาโดยเร็ว อย่าให้ไฟคือกิเลสลุกลามสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นที่เรารักและตนเองได้ในภายหลัง ด้วยผลของกฏแห่งกรรม

………………………………..

918

อดิศร นิตยาจาร (หมอแดง)  โทร. 093-240-0151
รับตรวจดวงชะตาทางโทรศัพท์ 500 บาท/ดวง/5 คำถาม/1 ชั่วโมง
โอนเงินล่วงหน้าเข้า ธ. กสิกรไทย 233-2-28640-7
พยากรณ์จากศาสตร์ : เลข7ตัว9ฐาน+ไพ่ยิปซี+สัมผัสที่หก

Patomtip

หน้าแรก  | เกี่ยวกับ | พยากรณ์ดวงชะตา | บทความ | บริการ | สมาชิก
ติดตามทาง Facebook Twitter | Google+ | Line | Skype

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: